คำค้นหา
เรียงลำดับ

เลือกประเภท

กว้าง 1002PX สูง 200PX
ติดต่อลงโฆษณา ตำแหน่งนี้ เห็นทุกหน้าของเว็บไซต์

วัดราษฎร์บำรุง เกาะกูด ตราด
วัดเขาสุกิม จันทบุรี
วัดพระพายหลวง สุโขทัย
ศาลหลักเมือง สระแก้ว
หอพระพุทธสิริมารวิชัย สุโขทัย
ศาลพระแม่ย่า สุโขทัย

วัดปากแคว สุโขทัย
ศาลเจ้าปุ๋งเฒ่ากง สุโขทัย
ศาลหลักเมืองสวรรคโลก สุโขทัย
อนุสาวรีย์พญาลิไท พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระยาลิไท) สุโขทัย
หอพระพุทธสิริมารวิชัย สุโขทัย
ช่วยกันกดแชร์สถานที่นี้ให้เพื่อนๆของคุณได้รู้จักด้วยนะค่ะ

ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย สุโขทัย

หอพระพุทธสิริมารวิชัย

ตำบล เมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย สุโขทัย

พิกัด: 17°01'44.4"N 99°42'11.4"E

Google Map: 17.029012, 99.703171

ขอขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ "สูจิบัตร เนื่องในโอกาส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิด หอพระพุทธสิริมารวิชัย"

พระพุทธสิริมารวิชัย พระพุทธเจ้าผู้ชนะมารด้วยสิริ

พระพุทธสิริมารวิชัย เป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ ศิลปะสุโขทัย ขนาดหน้าตักกว้าง 209 เซนติเมตร สูง 290 เซนติเมตร สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสำริดที่สร้างขึ้นระหว่างพุทธศวรรษที่ 19 - 20 เพื่อประดิษฐานในอุโบสถ หรือวิหารของวัดสำคัญวัดใดวัดหนึ่งในเมืองสุโขทัย ที่สร้างขึ้นระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายมาประดิษฐานที่วัดแห่งหนึ่งที่เรียกกันในปัจจุบันว่า "วัดใหม่" แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ มาประดิษฐานที่ "วัดใหม่" เมื่อใด แม้จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้สันนิษฐานได้ว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 21 - 22 แต่พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่นี้อาจได้รับการอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้หลังจากช่วงเวลานี้ก็เป็นได้

หอพระพุทธสิริมารวิชัย

พุทธศักราช 2406 เมื่อแรกสร้างวัดราชธานี ซึ่งมีพระครูไชยเสโนภิกขุ เป็นเจ้าอธิการวัด พระยารณชัยชาญยุทธ ซึ่งต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสุโขทัยกิตติมศักดิ์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้สร้างอุโบสถและวิหารขึ้นในวัดแห่งนี้ ก่อนหน้าที่ท่านจะถึงแก่อนิจกรรมในพุทธศักราช 2442 ได้นำพระพุทธรูปสุโขทัยจากเมืองเก่าสุโขทัยมาไว้ในวัดราชธานีหลายองค์ ในจำนวนนี้มีพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่จากวัดใหม่ ประดิษฐานในวิหารใหญ่หลังหนึ่ง เรียกว่า "วิหารหลวงพ่อสุโขทัย" พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่จากวัดใหม่นี้ ประชาชนชาวสุโขทัยเรียกกันโดยทั่วไปว่า "หลวงพ่องาม" หรือ "หลวงพ่อสุโขทัย"

วันที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2511 เกิดเหตุเพลงไหม้ครั้งใหญ่ในจังหวัดสุโขทัย มีบ้านเรือถูกเพลิงไหม้เผาผลาญกว่า 2,000 หลังคา ทำความเสียหายให้กับเสนาสนะต่างๆ รวมทั้งโบราณวัตถุและพระพุทธรูปต่างๆ ในวัด หลังจากกองเพลิงสงบลง จึงพบว่า พระพุทธรูปในวิหารหลวงพ่อสุโขทัยถูกเพลิงเผาผลาญเสียหายมาก พระพุทธรูปสำริด "หลวงพ่องาม" แตกออกเป็นชิ้นๆ บางส่วนไหม้ไปกับกองเพลิง เป็นต้นว่า พระเกตุมาลา พระอุระ (หน้าอก) ด้านขวา พระปฤษฎางค์ (หลัง) ด้านซ้าย บางส่วนของพระพาหา (แขน) ด้านซ้ายพระชงฆ์และพระหนุ (แข้งบนและเข่า) ทั้งสองด้าน พระโสณี (สะโพก) ตลอดมาถึงส่วนฐานด้านหลังบางส่วน ปลายพระกรรณ (ติ่งหู) ทั้งสองข้าง ปลายนิ้ว พระหัตถ์ (นิ้วมือ) ข้างขวา ซึ่งต่อมา พระราชประสิทธิคุณ ได้มอบชิ้นส่วนต่างๆ ของพระพุทธรูปหลวงพ่องาม ให้นำไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ในครั้งนั้นได้นำเฉพาะส่วนเศียรของพระพุทธรูป หลวงพ่องาม ซึ่งมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์มาจัดแสดงในห้องจัดแสดงชั้นบนของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง ส่วนองค์ของพระพุทธรูปที่แตกออกเป็นส่วนๆ เก็บรักษาไว้ในคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง

แนวคิดในการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปสำริด "หลวงพ่องาม" หรือ "หลวงพ่อสุโขทัย" ให้สมบูรณ์ดังเดิมเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2525 แต่ในขณะนั้นกรมศิลปากรยังไม่มีงบประมาณที่จะดำเนินการจนกระทั่งใน พ.ศ. 2535 กรมศิลปากรจึงได้รับการสนับสนุนงบประมาณโครงการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปสำริดสุโขทัยจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคม พุทธศักราช 2535

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พุทธศักราช 2535 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และกรมศิลปากร จัดพิธีบวงสรวงก่อนดำเนินการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปสำริด "หลวงพ่อสุโขทัย" หลังจากนั้น นายบุญมา สวยงาม นายช่างปั้นหล่อพระพุทธรูป เจ้าของร้านบุญมาศิลป์ ซึ่งเป็นผู้รับจ้างให้ดำเนินการ "บูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปสำริดสมัยสุโขทัย" จึงได้เริ่มดำเนินการบูรณะซ่อมแซมตามขั้นตอนต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมจนแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2535

เมื่องานเททองและงานเชื่อมส่วนต่างๆ ขององค์พระและเชื่อมส่วนองค์กับส่วนเศียรแล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่ยังขาดส่วนที่เป็น พระเกตุมาลาขององค์พระพุทธรูปซึ่งถูกเพลิงไหม้จนเสียรูปทรง ไม่สามารถนำมาซ่อมแซมได้ กรมศิลปากรจึงได้กำหนดรูปแบบและขนาดสัดส่วนพระเกตุมาลาตามพุทธศิลป์สุโขทัยที่คล้ายแบบเดิม เพื่อให้นายบุญมา สวยงาม ปั้นหุ่นและพิมพ์ขึ้นมาใหม่ สำหรับเตรียมนำไปประกอบพิธีเททองหล่อพระเกตุมาลา แล้วจึงนำกลับมาสวมไว้บนพระเศียรของพระพุทธรูป

หอพระพุทธสิริมารวิชัย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญอักษรพระนามาภิไธย "ส.ก." ประดิษฐานไว้ที่ผ้าทิพย์ของพระพุทธรูปสำริด "หลวงพ่อสุโขทัย" และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามของพระพุทธรูปว่า "พระพุทธสิริมารวิชัย" ซึ่งมีความหมายว่า พระพุทธเจ้าผู้ชนะมารด้วยสิริหลังจากนั้น พระบาทราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเบิกพระเนตรพระพุทธสิริมารวิชัย ในวันที่ 12 ธันวาคม 2535

หอพระพุทธสิริมารวิชัย

เมื่อการบูรณะซ่อมแซมพระพุทธสิริมารวิชัย ดำเนินการแล้วเสร็จ กรมศิลปากรร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการสร้างอาคารเพื่อประดิษฐานพระพุทธสิริมารวิชัย เป็นการเฉพาะโดยมีพลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ

หอพระพุทธสิริมารวิชัย

หอพระพุทธสิริมารวิชัย

แนวคิดในการออกแบบสร้างหอพระพุทธสิริมารวิชัยนั้นกำหนดให้สร้างเป็นอาคารตามรูปแบบสถาปัตยกรรมสุโขทัย เพื่อให้สอดคล้องกับพระพุทธสิริมารวิชัย ซึ่งเป็นพุทธศิลป์แบบสุโขทัย และเนื่องจากมิได้สร้างขึ้นเป็นส่วนของวัดใดวัดหนึ่ง แต่เป็นที่ประดิษฐานเฉพาะ จึงใช้ชื่อว่า "หอพระพุทธสิริมารวิชัย"

ส่วนฐาน มีลักษณะเช่นเดียวกับวิหารสุโขทัยคือ ยกฐานเตี้ย แต่ส่วนที่แตกต่างออกไปจากสมัยสุโขทัย คือ การทำส่วนฐานกว้างให้เป็นลานประทักษิณโดยรอบ เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีส่วนที่ได้แนวคิดของสถาปัตยกรรมสุโขทัย คือลักษณะลูกกรงสังคโลก รวมทั้งการตกแต่งส่วนบันได และส่วนเครื่องบนหลังคา ด้วยสังคโลก ทั้งนี้ได้มีการนำรูปแบบศิลปะแบบรัตนโกสินทร์มาปรับใช้ให้เหมาะสมบ้าง คือ ส่วนที่เป็นฐานบัว

หอพระพุทธสิริมารวิชัย

นอกจากนี้ยังมีการปรับใช้วัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดความคงทน และความสง่างาม เป็นต้นว่า ไม่ทำฐานและเสา ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักด้วยศิลาแลงตามแบบสุโขทัย แต่เปลี่ยนมาใช้คอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง เพื่อให้คงทนถาวร

ผนังและช่องแสงนั้นไม่เจาะช่องแสงตลอดแนวผนังแต่เว้น ส่วนผนังกลางไว้เพื่อเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังแต่เนื่องจากอาคารหลังนี้สร้างตามสัดส่วนแบบสุโขทัย อาคารจึงไม่สูงเหมือนวิหารสมัยอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ ทำให้มีพื้นที่เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังไม่มานัก

หอพระพุทธสิริมารวิชัย

ผนังทั้งสี่ด้านตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยกำหนดให้ผนังด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นด้านหน้าของหอพระเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนมารวิชัย ผนังด้านทิศตะวันออกเป็นภาพไตรภูมิ ส่วนผนังด้านข้างสองด้านนั้น ด้านทิศใต้เป็นภาพเหตุการทางประวัติศาสตร์ในสมัยสุโขทัย ทั้งด้านศาสนา การเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ส่วนด้านทิศเหนือ เป็นภาพเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่กำเนิดกรุงเทพมหานคร และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการอนุรักษ์พระพุทธสิริมารวิชัย

ภายในหอพระพุทธสิริมารวิชัย ออกแบบให้มีความสว่าง และบรรยากาศที่สดใส จึงกำหนดให้สีเพดานเป็นสีแดง และเพิ่มลายทองดอกไม้ร่วง การประดับตกแต่งผนังด้วยประติมากรรมนูนต่ำซุ้มหน้าบัน เป็นการนำรูปแบบมาจากซุ้มโค้งประดับเจดีย์ทรงปราสาท วัดมหาธาตุ สุโขทัย ลักษณะเป็นกรอบหน้านาง ยอดซุ้มประดับด้วยรูปหน้ากาลปลายกรอบซุ้มประดับด้วยรูปหน้ากาลปลายกรอบซุ้มประดับรูปกินรี นอกจากนี้ยังมีการตกแต่งผนังด้านหลังหอพระพุทธสิริมารวิชัย ด้วยภาพประติมากรรมนูนสูงตอนพระพุทธเจ้าเสด็จจากดาวดึงส์ ซึ่งเป็นการถอดแบบมาจากภาพปูนปั้นประดับผนังมณฑปวัดตระพังทองหลาง

เนื่องจากหอพระพุทธสิริมารวิชัย ตั้งอยู่ข้างศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวของอุทยานประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด เพราะสะดวกต่อการดูแลรักษา และการให้บริการ ดังนั้น หอพระพุทธสิริมารวิชัย จึงต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นถนน แทนที่จะเป็นทิศตะวันออกตามแบบวิหารสมัยสุโขทัย แต่กระนั้นก็ตาม ภูมิทัศน์โดยรอบหอพระพุทธสิริมารวิชัย ก็ยังคงงดงาม เพราะด้านหน้าคือ คูน้ำขนาดใหญ่ของวัดพระพายหลวง

หอพระพุทธสิริมารวิชัย จึงเป็นตัวอย่างของงานสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย สำหรับเป็นแนวทางให้ประชาชนประจักษ์ถึงภาพลักษณ์ของวิหารสมัยสุโขทัย ส่วนองค์พระพุทธสิริมารวิชัย แสดงให้เป็นถึงการอนุรักษ์ซ่อมแซมพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยให้กลับคือสู่สภาพเดิมเพื่อคงความงามขององค์พระพุทธรูปและความศรัทธาของประชาชนที่มีต่แพระพุทธสิริมารวิชัย

ลงข้อมูล 17/7/2015

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์



ช่วยกันกดแชร์สถานที่นี้ให้เพื่อนๆของคุณได้รู้จักด้วยนะค่ะ

วัดโยธานิมิต จันทบุรี
วัดหินหมากเป้ง หนองคาย
พระวิหารหลวงปู่วัดลุ่ม หนองคาย

วัดปากแคว สุโขทัย
วัดอรัญบรรพต หนองคาย
ศาลหลักเมืองจังหวัดหนองคาย

 
513/12 ลาดพร้าว 101 แยก 11 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 094-884-6088
รับจัดทำเว็บไซต์
ลงข้อมูลกับเว็บ Thaimaptravel สมัครรับข่าวสาร ติดต่อซื้อภาพถ่าย บริการถ่ายภาพ
สมัครสมาชิก
TOP