คำค้นหา
เรียงลำดับ

เลือกประเภท

กว้าง 1002PX สูง 200PX
ติดต่อลงโฆษณา ตำแหน่งนี้ เห็นทุกหน้าของเว็บไซต์
สกู๊ปพิเศษ เรื่องราวน่ารู้

เปิดประตูเรียนรู้คุณค่าถิ่นธรรมะเมืองตราด

ข้อมูลจาก: หนังสือ เที่ยวตราด เห็นธรรม 50 วัด 5 เส้นทาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

วัดบุปผาราม , วัดโยธานิมิตร , วัดไผ่ล้อม , ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด , พุทธมณฑลจังหวัดตราด , พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตราด


เส้น ทางนี้นับเป็นเส้นทางสำคัญที่สุดที่เราได้รู้จักความเป็นแหล่งเรียนรู้ทั้ง เชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมรวมทั้งสถาปัตยกรรม ที่มีมา ณ เมืองตราด เมืองที่มีประวัติศาสตร์สำคัญแห่งภาคตะวันออกของประเทศไทย เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่การสัมผัสความเป็นเมืองอู่อารยธรรมเก่าแก่ซึ่ง ทรงคุณค่ายิ่ง โดยเฉพาะในเรื่องของวัดวาอารามแหล่งธรรมะต่างๆ ที่ดูจะน่าเบื่อ หากแต่เมื่อได้ลองเข้ามาสัมผัสเรียนรู้ก็จะได้พบว่าสิ่งนี้กลับกลายเป็น เรื่องที่น่าตื่นเต้นสนุกและเพลินเพลินเหมือนได้เดินบ้อนเวลากลับไปในอดีต ซึ่งมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงปัจจุบันให้คนรุ่นเราได้ค้นคว้าความรู้ได้อย่างไม่ รู้จบ

ตราด

แผนที่

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติตราด เป็นสถานที่ที่ควรเข้าไปเยี่ยมชมเพื่อทำความรู้จักกับเรื่องราวความเป็นมา ของเมืองตราดก่อนเป็นอันดับแรก ภายในอาคารเรือนไม้ เสาปูน ทรงปั้นหยา ยกพื้นใต้ถุนสูงแห่งนี้ เดิมเป็นอาคารเก่าสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2465 ต่อมาเคยถูกไฟไหม้เสีหายเมื่อ พ.ศ. 2547 และได้รับการบูรณะซ่อมแซมกลับขึ้นมาใหม่เป็นอาคารในรูปแบบดั้งเดิมสวยงามดู ทรงคุณค่าน่าอนุรักษ์และภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ภายในอาคารจะรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ของเมืองตราดที่น่าสนใจไว้มากมายถึง 6 โซนคือ โซนมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรมแห่งชาติ โซนผู้คนเมืองตราด โซนลำดับทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์เมืองตราด โซนเหตุการณ์สำคัญในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โซนเหตุการณ์ยุทธนาวีเกาะช้างและโซนตลาดเมืองตราด สำหรับโซนที่แนะนำหากสนใจเรื่องราวของแหล่งธรรมะเมืองตราด คือ โซนที่ 3 ซึ่งจะมีเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองตราดในยุสมัยต่างๆ เรื่องราวของวัดวาอารามเก่าแก่ที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย สมัยกรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งในปัจจุบันตั้งอยู่ที่ไหนบ้างและมีความน่าสนใจน่าเรียนรู้อย่างใด อาทิ วัดบุปผาราม วัดโยธานิมิตและวัดไผ่ล้อม เป็นต้น ใครได้ไปแถวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติตราดแล้วก็อาจแวะถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่หน้าศาลากลางจังหวัดซึ่งอยู่ใกล้กันได้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณูประการที่ท่านได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะการใช้วิเทโศบายในการรักษาแผ่นดินไทยคือ เมืองตราดนี้ไว้โดยยอมแลกกับเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ แผนที่ประเทศไทยจึงมีเมืองตราดมาจนทุกวันนี้

วัดบุปผาราม

วัดบุปภาราม

วัดเมืองตราดแห่งแรกที่ทุกคนต้องไปชมคือ วัดบุปผาราม ตั้งอยู่ที่ถนนพัฒนาการปลายคลองวัดแห่งนี้เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง ตราด สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2195 ในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงศรีอยุธยา กล่าวกันว่าเมื่อแรกหาสถานที่สร้างวัด "หลวงเมือง" คหบดีชาวบ้านเกาะกันเกราและคณะได้มาพบเนินสูงแห่งหนึ่งมีกลุิ่นดอกไม้ป่า หอมอบอวล เป็นนิมิตหมายที่ดีจึงได้เลือกเอาสถานที่แห่งนี้เป็นที่สร้างวัดและตั้ง เชื่อว่า "วัดบุปผาราม" ที่มีความหมายถึงพระอารามแห่งดอกไม้ วัดแห่งนี้ยังมีชื่ออื่นที่ชาวบ้านเรียกขานกันเช่น วัดเนินหย่อง วัดปากทางและวัดปากคลองซึ่งมีคนเรียกขานกันมากที่สุดเนื่องจากตั้งอยู่ที่ บ้านปากคลองนั่นเอง

วัดบุปผาราม

วัดบุปผาราม

วัดบุปผารามได้ รับวิสุงคามสีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2225 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และผ่านการบูรณะปฏิสังขรณ์มาหลายครั้งจนถึงยุคปัจจุบันที่ท่านเจ้าอาวาสพระ ครูสุวรรสารวิบูลได้จัดภูมิทัศน์ของวัดได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เพื่อเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้และศิลปะวัตถุต่างๆ อันทรงคุณค่าไว้มากมาย รวมทั้งยังได้บูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ วิหารและหอระฆัง จนได้ชื่อว่าเป็นวัดที่เก่าแก่แต่สมบูรณ์แบบที่สุดของเมืองตราด

ภาย ในวัดบุปผารามมีการแบ่งเขตชัดเจนเป็นเขต พุทธาวาส ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถ วิหารและเจดีย์ราย รวมทั้งอาคารพิพิธภัณฑ์ 2 หลัง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ยกเว้นพิพิธภัณฑ์หลังที่ 1 ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของวัดเป็นสำคัญ ส่วนเขต สังฆาวาส ใช้เป็นที่พำนักของพระสงฆ์เท่านั้นซึ่งเรียงรายไปด้วยกุฏิทรงไทยขนาดเล็กที่ งดงามแต่เต็มไปด้วยความสงบเรียบง่ายในศีลวัตรปฏิบัติของสงฆ์

โบราณ สถานสำคัญในวัดที่ควรเข้าชมได้แก่ พระอุโบสถ มีลักษณะที่ไม่เหมือนใครคือ เป็นลักษณะของโบสถ์สองชั้นคือโบสถ์ชั้นในและมีโบสถ์ชั้นนอกที่สร้างครอบไว้ อีกชั้นหนึ่ง ภายในพระอุบสถมีภาพเขียนฝาผนังฝีมือพื้นบ้านสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ไม่ เหมือนใครที่ไหนและอาจถือว่าเป็นหนึ่งเดียวในเมืองไทย นั่นคือ เป็นลายเส้นแบบศิลปจีนและวรรณคดีจีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าครั้งหนึ่งน่าจะมีชาวจีนพ่อค้าวาณิชเป็นผู้อุปถัมภ์วัด แห่งนี้มาก่อน ผนังด้านหน้าระหว่างประตูเขียนเป็นเรื่องราวพระพุทธเจ้าปางแสดงธรรม เหนือไปเป็นลายดอกไม้และนกกระเรียนจีน ผนังด้านหลังของพระอุโบสถหลังพระประธานมีภาพเขียนลายดอกพุดตาน ส่วนผนังด้านข้างเป็นภาพเขียนลายดอกไม้สลับลายห้าเหลี่ยมบริเวณกรอบหน้าต่าง จะมีลายเขียนจีนเป็นรูปผ้าม่านซึ่งหมายถึงบ้าน และยังมีภาพอื่นๆ ที่น่าสนใจเช่น ภาพสัดว์ในเทพนิยายเช่นกิเลนและปลามังกรเป็นต้น

ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อโต พระประธานปางมารวิชัยทำจากทรายแดงฉาบปูน คาดว่าน่าจะสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและเป็นที่เคารพบูชาของคนเมืองตราด แต่สิ่งที่แปลกกว่าพระพุทธรูปองค์อื่นคือ พระนขา (เล็บมือ) ทั้งมือและเท้าของท่านจะมีสีขาวขุ่นเหมือนเล็กมือจริงๆ ต่างจากพระพุทธรูปองค์อื่นๆ ในประเทศไทย (ทำขึ้นมาจากเปลือกหอย)

ใกล้ๆ กับพระอุโบสถยังเป็นที่ตั้งของวิหารพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งเป็นวิหารศิลาแลงถือปูนหลังคาชั้นเดียวมีพาไลหรือส่วนต่อของอาคารทาง ด้านหน้า ที่หน้าบันและซุ้มหน้าต่างประดับด้วยเครื่องถ้วยจีนและยุโรปสภาพยังสมบูรณ์ ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์เก่าแก่ และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นลวดลายศิลปแบบจีน เช่น เพดานเป็นลายดอกไม้ ลายสัตว์ นก กวาง มังกรคู่และอักษรจีน ส่วนที่ผนังด้านหลังพระพุทธรูปมีภาพเขียนลายนกและลายดอกไม้ ที่ผนังของวิหารเป็นภาพเขียนลายดอกไม้ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออก นับเป็นวิหารที่ไม่เหมือนแห่งใดในเมืองไทย

อีก แห่งหนึ่งคือ วิหารฝากระดาน ที่เคยเป็นพระอุโบสถหลังเก่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์ ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ บริเวณรอบพระอุโบสถและวิหารต่างๆ เหล้านี้จะมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองน้อยใหญ่ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนเรียงราย ล้อมรอบอยู่มากมาย นอกจากนี้แล้วบริเวณเดียวกันยังเป็นที่ตั้งของมณฑปสำคัญอีก 3 แห่งคือ มณฑปประดิษฐาน พระพุทธบาท 4 รอย มณฑลประดิษฐานพระพุทธบาทมงคล 108 และ มณฑปหลวงพ่อโห พระครูคุณสารพิสุทธิ ท่านเจ้าอาวาสองค์ที่ 5 วิหารฝากระดานกับมณฑปเหล่านี้ไม่ได้เปิดให้ชมทุกวันแต่เปิดเฉพาะในวัน สงกรานต์ให้เข้าชมและสักการะบูชาเท่านั้น

ส่วน ที่เปิดให้เข้าชมได้ปกติทุกวันคือหอสวดมนต์ซึ่งเป็นเรือนไทยตั้งอยู่กลางสนาม ภายในสวยงามด้วยศิลปะแบบพม่า เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแบบพม่าที่มีพุทธลักษณะงดงามมาก กับอาคารพิพิธภัณฑ์ที่ขอเข้าชมได้อยู่ 2 แห่งภายในบริเวณวัด แห่งแรกอยู่ด้านหน้า จัดแสดงเครื่องใช้โบราณ เช่น โอ่ง ไห เครื่องทองเหลือง เครื่องถ้วยจีน เป็นที่เก็บกฏหมายตราสามดวงสมัยรัชการที่ 1 (บางส่วน) ที่ยังอยู่ในสภาพดี จารึกบทสวดพระอภิธรรมเจ็ดคำภีร์ ตำราการนวดแผนโบราณ และที่สำคัญที่สุดคือ พระบรมสาทิศลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ทรงเครื่องต้นซึ่งโปรดฯให้ช่างชาวฝรั่งเศสวาดและพระราชทานแก่ผู้ว่าราชการ เมืองตราด (พระยาพิพิธพิไสยสุนทรการ) เมื่อ พ.ศ. 2427 และต่อมาท่านได้นำมาถวายวัดบุปผารามเพื่อเก็บรักษาไว้ให้ประชาชนได้มากราบสักการะ พิพิธภัณฑ์หลังนี้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุเป็นบางส่วน

สำหรับ พิพิภัณฑ์อีกหลังหนึ่งจะอยู่ด้านใน เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และจัดแสดงเครื่องถ้วยชามสังคโลก เครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ พระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ทั้งพระพุทธรูปไม้แกะสลัก พระพุทธรูปทองคำและพระพุทธรูปโลหะที่เก่าแก่และงดงามหาดูได้ยาก โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์หลังนี้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด

วัดโยธานิมิตร

วัดโยธานิมิตร

อีกวัดหนึ่งซึ่งมีความสำคัญและมีความเก่าแก่เช่นเดียวกับวัดบุปผารามคือ "วัดโยธานิมิตร" หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดโบสถ์ ตั้งอยู่ย่านใจกลางเมือง ถนนเทศบาล เป็นวัดหลวงแห่งเดียวในจังหวัดตราด วันนี้ไม่มีหลักฐานการสร้างที่แน่นอน คาดว่าอาจมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย หลักฐานดังกล่าวคือ พระอุโบสถหลังเก่าที่ปัจจุบันเป็นวิหารโยธานิมิตรนั้นมีลักษณะการก่อสร้าง เป็นศิลปอยุธยา ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ครั้งนั้นเมื่อ พ.ศ. 2309 พระเจ้าตากสินได้แหวกวงล้อมพม่ามาทางหัวเมืองตะวันออก เข้าตีจันทบุรีแล้วมารวบรวมไพร่พลทางเมืองตราด กลับไปกู้ชาติบ้านเมืองจนสำเร็จ ซึ่งท่านเคยมาตั้งทัพอยู่ที่วัดโยธานิมิตแห่งนี้ด้วย

วัดโยธานิมิต

วัดโยธานิมิต

ครั้น ถึงสมัยรัชกาลที่ 3 ไทยทำสงครามกับญวนที่จะเข้ามาครอบครองเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของไทย เจ้าพระยาพระคลังที่คุมทัพเรือมาทำศึกขับไล่ญวน ก็เคยมาพำนับขัดตาทัพอยู่ที่แห่งนี้ราว 3-6 ปี จึงได้ใช้กำลังพลพร้อมใจกันสร้างวดแห่งนี้ขึ้นนามว่า "วัดโยธานิมิต" นัยว่าอาจเป็นการบูรณะวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ร่วมกันรำลึกถึงการที่ได้มาร่วมแรงร่วมใจกันออก ทัพกับศึกครั้งนั้น ปัจจุบัน วัดโยธานิมิต ยังหลงเหลือเสนาสนะสำคัญคือ วิหารโยธานิมิต หรือพระอุธบสถหลังเก่าภายในเป็นที่เก็บโบราณวัตถุเช่น หนังสือใบลาน คัมภีร์ต่างๆ และรอยพระพุทธบาทจำลอง นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันทรงคุณค่าคือ ภาพจิตรกรรมเรื่องเวสสันดรชาดกที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันวิหารแห่งนี้อยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมโดยกรมศิลปากร ส่วนพระอุโบสถหลังใหม่ปัจจุบันใช้เป็นสถานที่ทำพิธีสงฆ์ ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและเป็นที่ ประดิษฐานพระประธานปางมานวิชัยที่มีพุทธลักษณะสวยงามมาก และที่แปลกกว่าพระพุโบสถแห่งไหนๆ ก็คือ รูปปั้นของสิงห์ที่เฝ้าอยู่หน้าบันไดทางขึ้นทั้ง 4 ด้านรวม 8 ตัวนั้น จะเป็นสิงห์ที่มีลักษณะแตกต่างกว่าสิงห์ที่เห็นที่อื่นๆ คือที่คอสิงห์จะมีขนแผงคอคล้า้ยขนคอไก่ทาสีแดงสะดุดตา ที่ลำตัวมีสัญลักษณ์คล้ายเลข ๑ (1) อยู่ข้างตัว มีหางที่งอพับขึ้นไปตามสันหลังจนถึงคอและมีลูกตาเป็นลูกแก้วสี ด้านหน้าพระอุโบสถมีเจดีย์องค์ใหญ่สีทองตั้งตระหง่านอยู่ภายในบรรจุพระบรม สารีริกธาตุไว้ให้ผู้คนสักการะบูชา

วัดโยธานิมิต

วัดโยธานิมิตร

นอก จากนี้ ยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระเจ้าตากสินมหาราชประดิษฐานใกล้กับศาลสมเด็จ พระเจ้าตากสินที่สร้างเป็นมณฑปบนเรืออยู่กลางน้ำ ภายในประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสร้างด้วยทองสำริดตกแต่ง ลงสี ขนาดองค์ใหญ่เท่าตัวคน ไว้ให้ผู้คนกราบสักการะกล่าวกันว่าเป็นพระรูปที่สร้างได้งดงามที่สุดแห่ง หนึ่งในเมืองไทย ซึ่งเป็นพระรูป 1 ใน 3 องค์ สร้างขึ้นที่วัดราชผาติการามและอัญเชิญไปไว้ที่จังหวัดกาญจนบุรี 1 องค์ จังหวัดนครสวรรค์ 1 องค์ กับองค์หนึ่งอัญเชิญมาที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน ณ วัดโยธานิมิต จังหวัดตราดแห่งนี้

วัดโยธานิมิต เคยเป็นสถานที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยามาในสมัยหนึ่ง ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นที่วัดไผ่ล้อม และยังเป็นแหล่งผลิตยาสมุมไพรและขี้ผึ้งสรรพคุณบรรเทาอาการต่างๆ ตามที่ระบุไว้

 

วัดไผ่ล้อม

วัดไผ่ล้อม "เจดีย์สามท่านเจ้าคุณ"

วัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่ควรค่าน่าแวะไปเที่ยวชมคือ "วัดไผ่ล้อม" ตั้งอยู่ที่ถนนหลักเมือง วัดแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2325 ในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นวัดเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดตราดและมีความสำคัญในแง่การศึกษาของ จังหวัดตราดเป็นอย่างมาก โดยถือว่าเป็นโรงเรียนอย่างเป็นทางการแห่งแรกที่จัดตั้งขึ้นในเมืองตราด เรียกว่า สำนักสอนหนังสือวัดไผ่ล้อม มีพระวิมลเมธาจารย์วรญานคณาณุรักษ์ (เจ้ง จนฺทสโร) เป็นครูคนแรกของจังหวัดตราด นอกจานี้ท่านยังได้ตั้งโรงเรียนสอนนักธรรมขึ้นเป็นครั้งแรกที่วัดไผ่ล้อม และตั้งโรงเรียนสอนภาษาบาลีแก่พระภิกษุสงฆ์ชาวจังหวัดตราดจึงยกย่องท่านให้ เป็น "บิดาแห่งการศึกษาจังหวัดตราด"

วัดไผ่ล้อม

วัดไผ่ล้อม "พระพุทธรูปหยก"

วัดไผ่ล้อม

วัดไผ่ล้อม

นอก จากนี้ยังมีพระบุรเขตค์คณาจารย์สุทธิสารวรนายก สังฆปาโมกข์ (พิ้น สุนฺทโร) และพระราชเขมากรสุนทรธรรมนิวิฏฐ์ (ปกรณ์ อารทฺธวิริโย) ท่านเจ้าอาวาสองค์ต่อๆ มาเป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ สืบต่อมา วัดไผ่ล้อม จึงถือเป็น "ตักศิลาแห่งภูมิปัญญาเมืองตราด" ที่มีคุณูประการต่อชาวเมืองตราดยิ่งนัก ต่อมาศิษยานุศิษย์ได้สร้าง เจดีย์สามท่านเจ้าคุณ ขึ้นบนเกาะกลางน้ำในสวนพุทธรรมพระบุรเขตต์คณาจารย์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ แปดเหลี่ยม เป็นอาคาร 2 ชั้น ส่วนปลียอดของเจดีย์เป็นทรงดอกบัวตูมปิดทับด้วยโมเสคเคลือบทองคำจากประเทศ อิตาลี ภายในปลียอดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุและพระเครื่องโบราณของวัดไผ่ล้อม ชั้นล่างใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ส่วนชั้นที่สอง เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปหยกปางสะดุ้งมาร (มารวิชัย) และรูปปั้นสามท่านเจ้าคุณ ภายนอกของตัวอาคารมีซุ้มเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อทองเหลืองของสามท่านเจ้าคุณ ไว้เป็นที่สักการะบูชาของชาวเมืองตราดสืบมาจนถึงปัจจุบัน

 

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองจังหวัดตราด

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด

อีกที่หนึ่งซึ่งเป็นที่นับถือของชาวเมืองตราดโดยเฉพาะในหมู่ของชาวจีน คือ "ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด" ซึ่งตั้งอยู่ถนนหลักเมืองใกล้กับวัดโยธานิมิต มีประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยที่พระเจ้าตากสินมารวบรวมไพร่พลอยู่ที่เมือง ตราด เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนเมืองตราดทั้งคนไทยและคนจีน ลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นอาคารแบบเก๋งจีนที่มีลวดลายอ่อนช้อยสวยงาม ภายในเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองตราด

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด "สิงห์คู่"

เสา ศิวลึงค์ซึ่งเดิมอยู่ตำบลห้วยแร้งเป็นที่นับถือของชาวบ้านว่ารักษาโรคภัยไข้ เจ็บได้ ชาวบ้านจึงนำมาไว้ในศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเคียงคู่กับเสาหลักเมืองเพื่อให้ผู้ คนกราบไหว้บูชา เล่ากันว่าสมัยสงครามอินโดจีนทหารฝรั่งเศสพยายามจะใช้ช้างฉุดเสาหลักเมือง นี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบ้านอีกต่อไป หากแต่พยายามอย่างไรก็เอาขึ้นไม่ได้ หนำซ้ำเมื่อมีคำสั่งให้เผาทิ้งก็ปรากฏว่ามีฟ้าผ่าลงมาและฝนตกกระหน่ำอย่าง หนัก ทหารฝรั่งเศษเห็นเป็นอาเพทจึงละความพยายามที่จะถอนเสาหลักเมืองนี้ไปในที่สุด

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด "องค์เจ้าพ่อหลักเมืองเสี่ยอึ่งกง"

ศาล เจ้าพ่อหลักเมืองนี้มีพื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วน ชั้นนอกเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองและเสาศิวลึงค์ดังกล่าว ส่วนชั้นในเป็นที่ประทับขององค์เทพเจ้าของจีนคือ องค์เจ้าพ่อหลักเมืองเสี่ยอึ่งกง และเทพเจ้าอีก 2 องค์ ด้านซ้ายคือเทพเจ้าโชคลาภไฉ่ซิงเอี๊ย ด้านขวาคือเทพเจ้าปฐพีกำเทียงไต้ตี่ ส่วนด้านนอกที่อยู่ติดกันกับศาลเจ้าปึงเถ้ากง-ม่าซึ่งเป็นที่นับถือของชาว จีนเช่นกัน


พุทธมณฑลจังหวัดตราด

พุทธมณฑลจังหวัดตราด

พุทธมณฑลจังหวัดตราด

พุทธมณฑลจังหวัดตราด

นอก จากวัดวาอารามเก่าแก่ในตัวเมืองตราดที่น่าสนใจนี้แล้ว ก่อนจะเข้าสู่ตัวเมืองตราดด้านซ้ายมือบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 392-393 ก่อนถึงเมืองตราดราว 6 กิโลเมตร ยังมีแหล่งธรรมะเมืองตราดที่น่าแวะชมอีกแห่งหนึ่งคือ พุทธณฑลจังหวัดตราด ซึ่งสร้างขึ้นในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ในพื้นที่สวนสาธารณะสมโภช 200 ปี เนื้อที่ประมาณ 39 ไร่ เป็นสวนพุทธธรรมอันร่มรื่นสวยงามประกอบด้วยองค์พระประธานโดดเด่นเป็นสง่า เป็นพระพุทธรูปปางประทานพรยืน ศิลปะคันธารราษฎร์แบบอินเดีย ประดิษฐานเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552 สร้างด้วยหินทรายแกะสลัก 3 ก้อนวางเรียงซ้อนกัน มีน้ำหนักราว 50 ตัน ความสูง 9.99 เมตร รอบองค์พระเป็นสถาปัตยกรรมทรงกลีบบัวแสดงถึงบัว 4 เหล่าแทนคำสอนของพระพุทธเจ้า พุทธมณฑลแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา เช่น การเวียนเทียนในวันสำคัญต่างๆ และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจออกกำลังกาย ส่วนพื้นที่ด้านหน้าจัดเป็นสวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีสัญลักษณ์เลข ๙ เด่นชัดสะดุดตาทั้งกลางวันและกลางคืน ด้านกลังกำแพงบริเวณทางเข้าจะเป็นส่วนแสดงภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน เป็นงานศิลปะยุคใหม่ที่สวยงามและได้ความหมายที่ดีมาก

พุทธมณฑ,จังหวัดตราด

พุทธมณฑลจังหวัดตราด

ลงข้อมูล 6/10/2015

ช่วยกันกดแชร์สถานที่นี้ให้เพื่อนๆของคุณได้รู้จักด้วยนะค่ะ


ประมวลข้อมูลน่าสนใจของ "คุ้งวิมาน"
สกู๊ปนี้ทีมงานขอนำเสนอแหล่งท่องเที่ยว "หาดคุ้งวิมาน" ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางว่าถนนเส้นนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง แล้วถนนเส้นนี้ยังเป็น 1 ใน 10 สถานที่ท่องเที่ยวของ Dream destinations ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยแนะนำด้วย
ราชมงคลรักษ์เหลืองจันท์ วันดอกไม้บาน จันทบุรี
หนึ่งในเทศกาลประจำปีของเมืองจันทบุรีที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นคืองาน "ราชมงคลรักษ์เหลืองจันท์ วันดอกไม้บาน" จะจัดขึ้นในช่วงประมาณเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี (จัดงานประมาณ 7-8 วัน) ซึ่งช่วงเวลาที่แน่นอนของแต่ละปีต้องโทรสอบถามดู นอกจากนั้นยังมีไฮไลท์ของงานนั่นคือ "การชมกล้วยหมายเหลืองจันทบูร" ซึ่งเป็นกล้วยไม้ประจำจังหวัดจันทบุรีอีกด้วย
น่าน...เมืองน่ารักที่เวลาเดินช้า
ด้วยบรรยากาศสบายๆและมีสถานที่เที่ยวอันน่าค้นหามากมายหลายแห่ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมน่านจึงเป็นที่ๆจะทำให้การเดินทางของคุณนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ


513/12 ลาดพร้าว 101 แยก 11 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพ 094-884-6088
รับจัดทำเว็บไซต์
ลงข้อมูลกับเว็บ Thaimaptravel สมัครรับข่าวสาร ติดต่อซื้อภาพถ่าย บริการถ่ายภาพ
สมัครสมาชิก
TOP